โรควิตกกังวล (Anxiety Disorders) คือหนึ่งในโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยที่สุดในโลก มีผู้ป่วยกว่า 300 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้หญิง และเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่นแต่มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ความกังวลทั่วไป VS โรควิตกกังวล
ความกังวลทั่วไปเกิดเป็นครั้งคราวและหายได้เองโรควิตกกังวลคือความกังวลเรื้อรัง นานกว่า 6 เดือน รุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวัน
สัญญาณเตือนโรควิตกกังวล
- วิตกกังวลมากเกินไป ควบคุมไม่ได้
- กระวนกระวาย เหนื่อยง่าย สมาธิสั้น นอนหลับยาก
- ปวดตึงกล้ามเนื้อ หงุดหงิดง่าย
โรควิตกกังวลมีหลายประเภท
- โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder) คือ มีความเครียดหรือความกังวลกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ที่มากเกินไปจากความเป็นจริง ทำให้ยากที่จะมีสมาธิหรือทำงานประจำวันให้เสร็จ
- โรคกลัวสังคม (Social Phobia) คือ ความกลัวอย่างรุนแรงหรือการระมัดระวังตัวจนเกิดเหตุในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในสังคม โดยความกังวลที่เกิดขึ้นมักเกี่ยวกับความกลัวว่าจะถูกทำให้อับอายหรือโดนล้อเลียน หรือกลัวการตัดสินจากคนอื่นๆ
- โรคแพนิค (Panic Disorder) โรคนี้มีลักษณะเฉพาะคือการมีอาการตื่นตระหนกและหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างฉับพลันโดยหาสาเหตุไม่ได้ หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรงแม้ไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายใดๆ
- โรคกลัวแบบเฉพาะ (Specific Phobia) ผู้ป่วยจะมีความกลัวอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ สถานที่หรือสิ่งของบางอย่างแบบเฉพาะ และไม่สามารถควบคุมความกลัวได้
- โรควิตกกังวลอื่นๆ เช่น โรคการกลัวอยู่ในที่ชุมชน (Agoraphobia) โรควิตกกังวลจากการพลัดพราก (Separate Anxiety Disorder) โรคกลัวการพูดเฉพาะสถานการณ์ (Selective Mutism) เป็นต้น
สาเหตุของโรควิตกกังวล
- กรรมพันธุ์ โรควิตกกังวลสามารถเกิดได้จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว
- สารเคมีในสมองที่ผิดปกติ การมีสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า “เซโรโทนิน” ซึ่งทำหน้าที่หลักในการควบคุมอารมณ์ ที่น้อยกว่าปกติ ทำให้มีอาการวิตกกังวลได้ง่าย
- ปัจจัยสิ่งแวดล้อม คือ เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความตึงเครียดหรือสะเทือนใจ เช่น การสูญเสียคนรัก การเผชิญกับความรุนแรง ความกดดันทางสังคม
- ปัจจัยอื่น ๆ เช่น บุคลิกภาพที่มีแนวโน้มขี้กังวลหรือขี้อาย ความเครียดสะสม ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก การใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ การเจ็บป่วยทางกาย เป็นต้น
แนวทางการรักษา
- การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy) เช่น ยาคลายกังวล หรือยาต้านซึมเศร้า
- การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) เช่น CBT เพื่อปรับความคิดและพฤติกรรม
- การปรับวิถีชีวิต (Lifestyle Modification) เช่น นอนให้พอ ออกกำลังกาย
- การฝึกจัดการกับความเครียด (Stress management) เช่น สมาธิ กิจกรรมผ่อนคลาย
